ในการสัมมนาผู้บริหารครั้งหนึ่งที่ผมเป็นวิทยากร มีคำถามที่ได้ยินบ่อยมากคือ "ESG กับ CSR ต่างกันอย่างไร? เราทำ CSR มา 10 ปีแล้ว ต้องเปลี่ยนไปทำ ESG ด้วยไหม?" คำถามนี้สำคัญมาก เพราะคนที่เข้าใจผิดว่าทั้งสองอย่างเหมือนกันกำลังพลาดโอกาสธุรกิจที่ใหญ่มากในอีก 5 ปีข้างหน้า
CSR (Corporate Social Responsibility) คือการทำดีเพื่อสังคม ส่วน ESG (Environmental, Social, Governance) คือกรอบการบริหารความเสี่ยงและสร้างมูลค่าธุรกิจระยะยาว สองอย่างนี้ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน และการสับสนระหว่างกันอาจทำให้องค์กรเสียโอกาสทางธุรกิจอย่างมาก
CSR คืออะไร และทำไมไม่เพียงพออีกต่อไป
CSR คือกิจกรรมที่บริษัทสร้างประโยชน์ให้สังคมนอกเหนือจากการทำธุรกิจปกติ เช่น ปลูกต้นไม้ มอบทุนการศึกษา จัดค่ายเยาวชน หรือบริจาคให้มูลนิธิ กิจกรรมเหล่านี้ดีมาก และมีคุณค่าทางสังคม แต่มักเป็น "ต้นทุน" ที่ไม่ได้เชื่อมกับกลยุทธ์หลักของธุรกิจ
ปัญหาของ CSR แบบดั้งเดิมคือ เมื่อธุรกิจยากลำบาก งบ CSR มักถูกตัดก่อน เพราะมันไม่ได้สร้างรายได้โดยตรง และนักลงทุนสถาบันทั่วโลกก็เริ่มมองว่า CSR อย่างเดียวไม่เพียงพอในการประเมินว่าบริษัทนั้นบริหารความเสี่ยงได้ดีแค่ไหน
ESG คืออะไร — ความหมายที่แท้จริง
ESG เป็นกรอบที่นักลงทุนและสถาบันการเงินทั่วโลกใช้ประเมินความเสี่ยงและโอกาสของบริษัทในมิติที่ไม่ใช่การเงินโดยตรง แต่ส่งผลต่อผลการดำเนินงานระยะยาวอย่างมีนัยสำคัญ
- E — Environmental: วิธีที่บริษัทจัดการผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เช่น Carbon Footprint การใช้น้ำ การจัดการของเสีย
- S — Social: วิธีที่บริษัทดูแลพนักงาน ชุมชน ลูกค้า และห่วงโซ่อุปทาน
- G — Governance: คุณภาพของโครงสร้างการกำกับดูแล ความโปร่งใส และจริยธรรมในการดำเนินธุรกิจ
| มิติ | CSR | ESG |
|---|---|---|
| เป้าหมาย | สร้างภาพลักษณ์ที่ดี | บริหารความเสี่ยง + สร้างมูลค่า |
| ผู้ขับเคลื่อน | PR / ฝ่ายสื่อสารองค์กร | Board / CEO / CFO |
| ความเชื่อมโยง | แยกจากกลยุทธ์หลัก | เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ |
| การวัดผล | จำนวนกิจกรรม | ตัวชี้วัดที่วัดได้เชิงปริมาณ |
| ผู้ใช้ข้อมูล | สื่อมวลชน / ประชาชน | นักลงทุน / ธนาคาร / คู่ค้า |
ทำไม ESG สำคัญสำหรับธุรกิจไทย โดยเฉพาะ SME
หลายคนคิดว่า ESG เป็นเรื่องของบริษัทมหาชนหรือบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่เท่านั้น แต่ความเป็นจริงกำลังเปลี่ยนเร็วมาก และ SME ไทยกำลังได้รับผลกระทบโดยตรงใน 3 ช่องทาง
1. ธนาคารเริ่มดู ESG ก่อนให้กู้: ธนาคารพาณิชย์ชั้นนำในไทยหลายแห่งเริ่มนำ ESG Score มาพิจารณาควบคู่กับ Credit Score ในการพิจารณาสินเชื่อ โดยเฉพาะสินเชื่อเพื่อการลงทุน บริษัทที่มีนโยบาย ESG ที่ชัดเจนอาจได้รับดอกเบี้ยที่ดีกว่า
2. คู่ค้าต่างประเทศต้องการข้อมูล ESG: ถ้าคุณส่งออกหรือเป็น Supplier ให้บริษัทต่างประเทศ โดยเฉพาะในยุโรปและญี่ปุ่น คู่ค้าเหล่านี้กำลังถามเรื่อง Carbon Footprint และ Social Policy ของ Supplier มากขึ้นเรื่อยๆ ในอนาคตอันใกล้นี้อาจกลายเป็นเงื่อนไขในการทำสัญญา
3. ต้นทุนพลังงานและทรัพยากร: การบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมที่ดี เช่น ลดการใช้พลังงาน ลดของเสีย หรือใช้พลังงานหมุนเวียน ไม่ได้แค่ช่วยสิ่งแวดล้อม แต่ยังลดต้นทุนการผลิตได้จริงในระยะยาว
ESG ที่ดีไม่ใช่ต้นทุน แต่คือการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนในรูปของความเสี่ยงที่ต่ำลงและโอกาสธุรกิจที่เพิ่มขึ้น
ขั้นตอนเริ่มต้น ESG สำหรับ SME ไทย
หลายองค์กรกังวลว่า ESG ต้องลงทุนมากและใช้เวลานาน แต่จริงๆ แล้วสามารถเริ่มได้จากสิ่งที่ทำได้ทันทีโดยไม่ต้องมีงบประมาณมาก
แผน ESG 6 เดือนแรกสำหรับ SME
- เดือน 1-2: ทำ ESG Materiality Assessment — ระบุประเด็น ESG ที่สำคัญที่สุดสำหรับธุรกิจของคุณ
- เดือน 2-3: วัด Baseline — เก็บข้อมูลการใช้ไฟฟ้า น้ำ และการผลิตของเสียในปัจจุบัน
- เดือน 3-4: ทบทวน Governance — ตรวจสอบโครงสร้างบอร์ด นโยบายต่อต้านคอร์รัปชัน และการเปิดเผยข้อมูล
- เดือน 4-5: ตั้งเป้าหมาย ESG — กำหนด KPI ด้าน ESG ที่วัดได้และมี Deadline ชัดเจน
- เดือน 5-6: จัดทำรายงาน ESG ฉบับแรก — ไม่ต้องสมบูรณ์แบบ แต่ต้องซื่อสัตย์และมีข้อมูลจริง
ก้าวแรกที่ทำได้วันนี้
สิ่งที่ผมแนะนำให้ CEO ทุกคนทำในวันนี้คือ นัดประชุม 2 ชั่วโมงกับทีมผู้บริหารเพื่อถามคำถาม 3 ข้อนี้: (1) ความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมที่ใหญ่ที่สุดของเราคืออะไร? (2) คู่ค้าหรือลูกค้าของเราถามเรื่อง ESG หรือยัง? (3) โครงสร้าง Governance ของเราโปร่งใสพอสำหรับนักลงทุนภายนอกหรือไม่?
คำตอบจากคำถามทั้ง 3 ข้อนี้จะบอกคุณได้ว่าควรเริ่ม ESG จากตรงไหนก่อน และเร่งด่วนแค่ไหน ESG ไม่ใช่กระแสที่ผ่านไป แต่คือทิศทางที่ธุรกิจโลกกำลังเดินไป และยิ่งเริ่มเร็วก็ยิ่งได้เปรียบ
เขียนโดย พงศ์ภณัฏ เกียรติสี่สกุล — Founder & MD, PS Consultant Co., Ltd. | ประสบการณ์ที่ปรึกษากว่า 25 ปี